บันทึกแห่งสยาม

บันทึกแห่งสยาม
ความรัก ความศรัทธาของลูกหลานแผ่นดินไทย

ขอต้อนรับเข้าสู่เรือนไทยหลังนี้ ร่วมระลึกถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย และภูมิใจในความเป็นคนไทยด้วยกัน

แผ่นเอ๋ยแผ่นดิน ในแถบถิ่นนี้ไซร้กว้างหนักหนา



แลดูไกลสุดลูกหูลูกตา ล้วนไร่นาเขียวขจีพงพีไพร



เหมือนมารดาเลี้ยงดูบุตรให้สุขศรี แผ่นดินนี้นี่แหละข้าอาศัย



ข้าตั้งจิตสนองเขตประเทศไทย รักษาให้ยั่งยืนคู่ฟ้าเอย



(พระราชนิพนธ์กลอนดอกสร้าย "แผ่นดิน" ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ.๒๕๑๓ เมื่อพระชนมายุ ๑๕ พรรษา)



วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

โรงรับจำนำ

ธุรกิจโรงรับจำนำได้ก่อตั้งมานานแล้วโดยเอกชนกระทำกันเอง แต่เท่าที่ทำเป็นธุรกิจนั้นมีชาวจีนชือ "จีนฮง" เป็นผู้ริเริ่มเมื่อ พ.ศ.2409 มีชื่อว่าโรงรับจำนำเจ็กฮง ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "ย่องเซี้ยง" โดยการดำเนินการในช่วงแรกไม่ต้องขออนุญาต ต่อมานายเล็ก โทณวนิก ได้ตั้งโรงรับจำนำชื่อ "อั้วเสง" นับเป็นโรงรับจำนำแห่งแรกของประเทศไทย ที่ตั้งขึ้นถูกต้องตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ ร.ศ.114 โรงรับจำนำได้ชื่อว่าเป็นธนาคารของคนยากเพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย

ปัจจุบันโรงรับจำนำในประเทศไทยแบ่งตามลักษณะของผู้ดำเนินการได้ 2 ประเภท ได้แก่
1.โรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยเอกชน
2.โรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยรัฐบาล ประกอบด้วย
1)สถานธนานุเคราะห์ ดำเนินการโดยกรมประชาสงเคราะห์
2)สถานธนานุบาล ดำเนินการโดยเทศบาล

โดยทั่วไปทรัพย์สินที่จะจำนำ จะต้องเป็นสังหาริมทรัพย์ชนิดธรรมดา ซึ่งไม่มีการจดทะเบียนรูปพรรณมีมูลค่าไม่เกิน 10,000 บาท และต้องไม่ต่ำกว่า 50 บาท โดยโรงรับจำนำจะประกอบธุรกิจอื่นที่นอกเหนือจากการรับจำนำไม่ได้ นอกจากนั้นยังห้ามขายทรัพย์สินที่หลุดจำนำภายในบริเวณที่รับจำนำ

บริษัทเครดิตฟองซิเอร์

ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ในประเทศไทยมีมานานแล้วในรูปของบริษัทก่อสร้างและจัดสรรที่ดิน แต่ไม่มีกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะ จนกระทั่ง พ.ศ.2515 จึงได้มีประกาศเพื่อควบคุมดูแลผู้ประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และต่อมาใน พ.ศ.2522 จึงได้ตราพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยให้กิจการเครดิตฟองซิเอร์เป็นกิจการให้กู้ยืมเงินโดยวิธีรับจำนองอสังหาริมทรัพย์หรือ การรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามสัญญาขายฝาก ทำให้ประชาชนมีแหล่งเงินกู้ระยะยาวอีกแหล่งหนึ่งที่นำไปซื้อบ้านผ่อนส่งได้

การให้กู้ยืมส่วนใหญ่จะให้กู้ยืมเพื่อจัดหาที่อยู่อาศัย สำหรับบุคคลทั่วไป ประมาณร้อยละ 50 ของเงินทุนทั้งหมด การให้กู้เพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประมาณร้อยละ 15 ของเงินทุนทั้งหมด การรับเหมาก่อสร้างและธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ประมาณร้อยละ 9 ของเงินทุนทั้งหมด การธนาคารและธุรกิจการเงินประมาณร้อยละ 7 ของเงินทุนทั้งหมด และให้กู้เพื่อกิจการอื่น ๆ ประมาณร้อยละ 19 ของเงินทุนทั้งหมด

การดำเนินงานของธุรกิจเงินทุนและธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์

การดำเนินงานของธุรกิจเงินทุนและรกิจเงินทุนหลักทรัพย์จะต้องอยู่ในรูปของ"บริษัทมหาชน จำกัด" กฎหมายกำหนดให้ต้องมีบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งบริษัท โดยเข้าชื่อกันจัดทำหนังสือ"บริคณห์สนธิ" โดยมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล (ถ้ามี) จำนวนตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป บุคคลหนึ่ง ๆ จะถือหุ้นได้ "ไม่เกินร้อยละ 0.6 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่าย" ได้แล้วทั้งหมด โดยถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่า "ร้อยละ 50 ของจำนวนที่จำหน่าย" ได้ทั้งหมด ส่วนผู้ถือหุ้นที่เหลือ(ถ้ามี) รายหนึ่ง ๆ จะถือได้ไม่เกิน "ร้อยละ 10ของจำนวนหุ้นที่จำหน่าย" ได้ทั้งหมดของบริษัทนั้น การจัดตั้งบริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สำหรับทางด้านเงินทุนนั้น บริษัทเงินทุนจะต้องมีทุนจดทะเบียนและทุนซึ่งชำระแล้วตามจำนวนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนด ทั้งนี้ต้องไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท และ การลดทุนหรือเพิ่มทุนของบริษัทเงินทุนต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ทางด้านการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อไขของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ดังนี้

1.การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง บริษัทเงินทุนต้องดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นอัตราส่วนกับเงินที่ได้จากการกู้ยืม หรือ ได้รับจากประชาชนตามอัตราส่วนกับเงินที่ได้จากการกู้ยืม หรือ ได้รับจากประชาชนตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด คือ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7 แต่ทั้งนี้ต้องดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นเงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ต่ำหว่าร้อยละ 0.5 ของยอดเงินที่บริษัทเงินทุนมีหน้าที่ต้องชำระคืน และหลักทรัพย์รัฐบาลไทยซึ่งปราศจากภาระผูกพัน อันได้แก่ ตั๋วเงินคลัง และพันธบัตร รวมกับหุ้นกู้หรือพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินต้น และดอกเบี้ยที่ปราศจากภาระผูกพันรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ของยอดเงินต้นที่บริษัทเงินทุนมีหน้าที่จะต้องชำระคืนดังกล่าว การกำหนดให้มีการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องก็เพื่อให้บริษัทเงินทุนมีความคล่องตัวในการประกอบกิจการ

2.การดำรงเงินกองทุน บริษัทเงินทุนต้องดำรงเงินกองทุน เมื่อสิ้นวันทำการหนึ่ง ๆ ดังนี้
1.เงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์เสี่ยง
2.เงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับจำนวนเงินที่รับรองและ/หรือรับอาวัลตั๋วเงิน
3.เงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับยอดเงินกู้ยืมหรือรับจากประชาชนทั้งหมด หรือยอดเงินกู้ยืมแต่ละประเภท

ทั้งนี้อัตราส่วนดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด และด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งในพ.ศ.2534 ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้บริษัทดำรงเงินกองทุนเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ไม่ต่ำกว่ารอ้ยละ 6 ของสินทรัพย์เสี่ยงและไม่ต่ำหว่าร้อยละ 25 ของจำนวนเงินที่รับรองและ/หรือาวัลตั๋วเงิน

3.การให้กู้ยืมและ/หรือการลงทุน ในพ.ศ.2534 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้บริษัทเงินทุนจะให้กู้ยืมและ/หรือลงทุนในกิจการของบุคคลใดบุคคลหนึ่งรวมกันเกินกว่าร้อยละ 60 ของเงินกองทุนของบริษัทไม่ได้เว้นแต่จะได้รับอนุญาต ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุมัติให้ขยายกิจการลงทุนในหลักทรัพย์เพิ่มจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 100 ของเงินกองทุน แต่ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาสิทธิในการขยายเงินลงทุนในหลักทรัพย์ให้กับบริษัทเงินทุน หรือ บริษัทหลักทรัพย์เป็นราย ๆ ไป

อนึ่ง ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2526 ได้เพิ่มอำนาจการควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทยในกรณีที่บริษัทเงินทุนมีผลการดำเนินงานที่ขาดทุนไว้ในมาตรา 26 ทวิ

1)บริษัทเงินทุนที่ขาดทุนและทำให้เงินกองทุนลดลงเหลือ 3 ใน 4 ของทุนที่ชำระแล้ว ห้ามบริษัทเงินทุนนั้นให้กุ้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนต่อไป ในการให้ความเห็นชอบดังกล่าว จะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการกู้ยืม หรือ การลงทุน หรือ กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

2)บริษัทเงินทุนที่ขาดทุนและเงินกองทุนลดเหลือไม่เกินครึ่งหนึ่งของทุนที่ชำระแล้ว ต้องระงับดำเนินกิจการ และให้เสนอโครงการแก้ไขฐานะการเงินให้ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความเห็นชอบภายใน 14 วัน หากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เห็นชอบ บริษัทเงินทุนสามารถอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันรับแจ้งผลการวินิจฉัยโครงการ

นอกจากนี้บริษัทเงินทุนจะต้องดำเนินการในการให้สินเชื่อตามมาตรการควบคุมสินเชื่อเฉพาะอย่างของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะกำหนดอัตราการให้กู้ยืมแก่กิจการประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือกำหนดวงเงินสูงสุดที่บริษัทเงินทุนจะให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง

วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

บริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์

บริษัทที่ประกอบธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1.บริษัทเงินทุน หมายถึง บริษัทจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเงินทุนอันได้แก่ กิจการเงินทุน เพื่อการพาณิชย์ กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา กิจการเงินทุนเพื่อการจำหน่ายและบริโภค และ กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ

2.บริษัทหลักทรัพย์ หมายถึง บริษัทจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประกอบกิจการด้านการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ทำการค้าหลักทรัพย์ ให้คำปรึกษาในการลงทุนกิจการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และ กิจการจัดการลงทุน เป็นต้น

3.บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (บงล.) หมายถึง บริษัทจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ เงินทุน และ หลักทรัพย์ ควบคู่กันไปทั้งสองอย่าง ซึ่งจัดว่าเป็นกลุ่ม "ใหญ่ที่สุด" ของกลุ่มบริษัทเหล่านี้

บริษัทเงินทุน
บริษัทเงินทุนมีลักษณะการประกอบธุรกิจคล้ายคลึงกับธนาคารพาณิชย์กล่าวคือ ทำหน้าที่ระดมเงินจากประชาชนด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน และ นำเงินนั้นไปหาผลประโยชน์ในลักษณะต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด การดำเนินงานของบริษัทเงินทุนแบ่งออกเป็น

1.การให้บริการทางการเงินแก่ธุรกิจรายใหญ่..เป็นบริการคล้ายคลึงกับธนาคารพาณิชย์แต่ไม่สามารถให้บริการเกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศ และ บัญชีกระแสรายวันที่ใช้เช็คสั่งจ่ายในการรับฝากเงิน บริษัทเงินทุนจะไม่ออกสมุดรับฝากเงินเพื่อเป็นหลักฐานการฝากเงิน แต่จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ผู้ให้กู้ยืม(ผู้ฝาก) โดยจะกำหนดเวลาชำระคืนเอาไว้ เช่น เมื่อทวงถาม 1 เดือน 3 เดือน หรือ 1 ปี การระดมเงินออมของบริษัทเงินทุนจะเสียเปรียบธนาคารพาณิชย์เพราะมีการกำหนดวงเงินขึ้นต่ำที่จะกู้ยืมจำนวนสาขามีน้อยหรือไม่มีเลย แต่การให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าธนาคารพาณิชย์สามารถทดแทนความเสียเปรียบข้างต้นได้ สำหรับการใช้สินเชื่อแก่ธุรกิจรายใหญ่มีการให้กู้ทั้งประเภทระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี หรือ ระยะยาวเกิน 1 ปี

2.การให้กู้ยืมแก่ธุรกิจการค้าทั่วไป เป็นการให้บริการทางการเงินเหมือนธนาคารพาณิชย์ คือ เป็นการให้กู้ยืมแก่ธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดเล็ก บริษัทการค้าธรรมดา ร้านค้า และผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น แพทย์ วิศวกร ซึ่งลักษณะการให้กู้จะเป็นการให้กู้ในวงเงินไม่สูงนัก และ เป็นการกู้ระยะสั้น

3.การให้กู้ยืมแก่ผู้บริโภค เป็นการให้บริการเงินกู้แก่บุคคลธรรมดา เพื่อการศึกษา เดินทาง หรือการซ่อมแซมบ้านเรือน การให้เงินกู้เพื่อผ่อนส่งสินค้าเมื่อตกลงจะให้เช่าซื้อ และการให้กู้ยืนแก่ผู้ดำเนินธุรกิจ การจำหน่ายสินค้าโดยการให้เช่าซื้อเช่น รถยนต์ รถแทรกเตอร์ ตลอดจนเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ ระยะเวลาการกู้เงินเป็นระยะป่านกลางไม่เกิน 3 ทั้งนี้รวมถึงการให้กู้เพื่อซื้อบ้านและที่ดิน ซึ่งธนาคารพาณิชย์และเครดิตฟองซิเอร์เข้ามาบริการด้วย

บริษัทหลักทรัพย์
บริษัทหลักทรัพย์เป็นบริษัทรับอนุญาตที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับหลักทรัพย์รวมทั้งการเป็นที่ปรึกษาการลงทุนซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กสต.) บริษัทหลักทรัพย์ให้บริการต่าง ๆ ดังนี้
1.การรับประกันการขายหุ้นหรือหุ้นกู้ออกใหม่(underwriting) โดยบริษัทหลักทรัพย์จะเป็นตัวกลางระหว่างบริษัทที่ต้องการเงินเพิ่มทุนจำนวนมากและในเวลาจำกัด กับผู้ที่จะลงทุนซื้อหุ้นหรือหุ้นกู้ บริษัทหลักทรัพย์จะทำหน้าที่วิเคราะห์ฐานะของบริษัท รวบรวมข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นต่อการตัดสินใจของผู้ลงทุน และเผยแพร่ให้ผุ้ลงทุนทราบ

บริษัทหลักทรัพย์จะประกันการขายหุ้น โดยอาจจะรับประกันการจำหน่าย ถ้าหากขายหุ้นได้ไม่หมดก็จะรับซื้อไว้เอง หรืออาจเป็นเพียงตัวกลางการขายหุ้นโดยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบในการซื้อหุ้น หรือหุ้นกู้นั้น ๆ เมื่อขายไม่หมด บริษัทหลักทรัพยืจะได้รับค่าธรรมเนียมคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาหุ้น หรือ หุ้นกู้ที่นำออกขาย

2.การค้าหลักทรัพย์ คือ การที่บริษัทหลักทรัพย์ซื้อและขายหุ้นเพื่อการลงทุนของบริษัทเอง ถือว่าเป็นการลงทุนโดยหวังผลประโยชน์จากเงินปันผลของหุ้นที่ได้ซื้อไว้

3.การเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ โดยเป็นตัวแทนทำการแทนลูกค้าในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์(ไม่ได้ลงทุนเอง) บริษัทหลักทรัพย์จะคิดค่าบริการเท่ากับร้อยละ 0.5 ของราคาหุ้นที่ซื้อและขายแต่ละครั้ง พร้อมทั้งทำหน้าที่โอนหุ้นให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย

4.การจัดการลงทุน การประกอบธุรกิจจัดการกองทุนรวม เดิมมีเพียงบริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวม ที่ได้รับอนุญาตทำธุรกิจประเภทนี้ ต่อมาทางการได้อนุญาตให้มีการจัดตั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.) เพิ่มขึ้นในปี 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผู้ลงทุนประเภทสถาบันในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น เป็นการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดหลักทรัพย์

5.การเป็นที่ปรึกษาการลงทุน คือ การให้คำแนะนำแก่ประชาชนไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกี่ยวกับการวิเคราะห์และประเมินมูลค่าของหลักทรัพย์หรือความเหมาะสมในการลงทุนที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์ของธุรกิจและกิจการของธุรกิจโดยได้รับค่าตอบแทนในรูปของค่าธรรมเนียม

บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์
บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ตั้งขึ้นครั้งแรกในรูปของบริษัทค้าหลักทรัพย์ก่อนเมื่อ พ.ศ.2496 โดยใช้ชื่อว่าบริษัท เบิร์ด จำกัด ในระยะแรกบริษัทนี้ได้ประกอบกิจการการสั่งสินค้าเข้าและการส่งออกเป็นหลักจนกระทั่ง พ.ศ.2506 จึงได้ดำเนินการธุรกิจนายหน้าค้าหุ้นหรือหลักทรัพย์อย่างจริงจัง และ ในพ.ศ.2503 กลุ่มเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศได้จัดตั้งสถาบันการเงินประเภท บริษัทจัดการลงทุน(Investement Management Company) ซึ่งดำเนินกิจการลักษณะ กองทุนรวม(Mutual Fund) โดยใช้ชื่อว่า กองทุนรวมไทย และ ในพ.ศ.2505 กลุ่มอุตสาหกรรมไทยเอกชนร่วมกันจัดตั้งกิจการดำเนินงานในลักษณะสถานปริวรรตหุ้น (Stock Exchange)หรือที่เรียกว่าตลาดหลักทรัพย์โดยใช้ชื่อว่า บริษัท ตลาดหุ้นกรุงเทพ จำกัด (Bangkok Stock Exchange) ในปีต่อ ๆ มามีบริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ ทำหน้าที่ในการระดมเงินออมจากประชาชนแล้วนำเงินออมไปหาผลประโยชน์ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนั้นก็ยังทำหน้าที่เป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ด้วย อย่างไรก็ตามธุรกิจบางแห่งก็จัดตั้งเป็นบริษัทเงินทุนอย่างเดียวโดยทำหน้าที่ในการระดมเงินออมจากประชาชนและนำเงินไปลงทุน เพื่อการพัฒนากิจการ เพื่อการบริโภคและการเคหะ เป็นต้น และบางแห่งก็ตั้งเป็นบริษัทหลักทรัพย์อย่างเดียว เพื่อประกอบธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์

ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้บริการช่วยเหลือทางการเงินแก่ประชาชนเพื่อให้มีที่อยู่อาศัยของตนเอง และให้ความช่วยเหลือแก่นิติบุคคลทำการจัดสรรที่ดิน และ บ้านจำหน่ายให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย และ ปานกลาง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ.2496 มีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง ธนาคารอาคารสงเคราะห์มีเงินทุนประเดิมเพียง 20 ล้านบาท แต่ต่อมาไม่นานก็ขยายตัวเร็วมาก ธนาคารอาคารสงคราะห์จัดเป็นสถาบันการเงินที่มีความสำคัญอันดับสองรองจากธนาคารพาณิชย์ที่ให้สินเชื่อเพื่อการเคหะ

การดำเนินงานของธนาคารอาคารสงเคราะห์
ในพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 มาตรา 27 (แก้ไขเมื่อ พ.ศ.2515) ได้กำหนดธุรกิจของธนาคารไว้ดังนี้คือ

1.ให้กู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ดังต่อไปนี้
1)เพื่อผู้กู้จะได้ใช้ซื้อที่ดิน หรือ อาคารเป็นของตนเอง
2)เพื่อผู้กู้จะได้ใช้สำหรับสร้าง ขยาย หรือ ซ่อมแซมอาคารของตนเอง
3)เพื่อผู้กู้จักได้ใช้ไถ่ถอน จำนอง อันผูกพันที่ดิน หรือ อาคารของตนเอง
4)เพื่อผู้กู้จักได้ใช้ไถ่คืน ซึ่งการขายฝากที่ดิน หรือ อาคารของตนเอง
5)เพื่อผู้กู้จักได้ใช้ในการลงทุนจัดกิจกรรมเคหะ

2.รับจำนำ หรือ จำนองทรัพย์สินเพื่อเป็นประกันเงินกู้ยืม

3.รับฝากเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม หรือ เมื่อสิ้นระยะเวลาที่กำหนด

4.กิจการอันพึงเป็นงานธนาคารตามที่จะมีพระราชกฤษฎีกาที่กำหนดไว้

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน เพื่อส่งเสริมอาชีพและการดำเนินงานของเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรซึ่งมีฐานการเงินไม่ดี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตั้งขึ้น พ.ศ.2509 โดยได้รับโอนกิจการจากธนาคารเพื่อการสหกรณ์และได้ดำเนินการต่อเนื่องจากธนาคารเพื่อการสหกรณ์มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2509

การดำเนินงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ประเภท คือ การให้บริการรับฝากเงิน และ การให้สินเชื่อแก่เกษตรกร

1.การให้บริการฝากเงิน ธกส. จะให้บริการรับฝากเงินจากประชาชนทั่วไป 3 ประเภท ได้แก่ เงินฝากประเภทกระแสรายวัน ประเภทออมทรัพย์ และประเภทประจำ
2.การให้สินเชื่อแก่เกษตรกร โดยทั่วไป ธกส. จะให้สินเชื่อแก่บุคคลและสถาบันต่าง ๆคือ เกษตรกรรายบุคคล สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร นิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบอาชีพทางการเกษตร และผู้ที่ไม่ได้เป็นเกษตรกร แต่ฝากเงินไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
การให้กู้แก่เกษตรกรรายบุคคล การให้กู้แก่เกษตรกรรายบุคคลอาจแบ่งตามระยะเวลาของการชำระคืนได้ 3 ประเภทได้แก่

3.1.การให้กู้แก่เกษตรกรรายบุคคล อาจแบ่งตามระยะเวลาของการชำระคืนได้ 3 ประเภท ได้แก่
1)เงินกู้ระยะสั้น เป็นเงินกู้ที่ต้องใช้คืนในเวลาไม่เกิน 1 ปี ในกรณีที่มีเหตุพิเศษต้องไม่เกิน 18 เดือน การกู้ระยะสั้นส่วนใหญ่เพื่อที่จะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตในช่วงฤดูหนึ่ง ๆ เช่น ค่าพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย อาหารสัตว์ ค่าจ้างแรงงาน เป็นต้น เงินกู้ประเภทนี้เกษตรกรจะต้องนำหลักทรัพย์ต่าง ๆ ได้แก่โฉนดที่ดิน หลักทรัพย์รัฐบาลไทย เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือ เงินฝากกับธกส. มาจำนองกับธนาคาร หรือ ถ้าไม่มีหลักทรัพย์ก็จะต้องหาบุคคลที่เชื่อถือได้ในกลุ่มลูกค้า 2 คน มาค้ำประกันและค้ำประกันได้ไม่เกินวงเงินที่ ธกส. กำหนดไว้ ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องนำเอาอสังหาริมทรัพย์ เช่น โฉนดที่ดินมาจำนองกับ ธกส.

2)เงินกู้ระยะปานกลาง เป็นเงินกู้ที่ให้เวลาของการชำระคืนเป็นงวดไม่เกิน 3 ปี ในกรณีที่มีเหตุพิเศษไม่เกิน 5 ปี การกู้ระยะปานกลางเป็นเงินกู้เพื่อการลงทุนในทรัพย์สินการเกษตร ซึ่งปกติใช้ประโยชน์ได้เกินกว่าฤดูการผลิตหนึ่ง ๆ เช่น ซื้อที่ดินสร้างโรงเรือนการเกษตร บุกเบิก หรือ ปรับปรุงที่ดินการเกษตร ทำสวน ซื้อสัตว์ใช้งาน หรือ เครื่องจักรต่าง ๆ เงินกู้ประเภทนี้เกษตรกรจะต้องมีหลักทรัพย์ เช่น โฉนดที่ดิน หลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือ เงินฝากกับ ธกส. ตามจำนวนที่กำหนดมาจำนองกับธนาคาร หรือ อาจจะให้บุคคลในกลุ่มลูกค้ามาค้ำประกันก็ได้ แต่ไม่เกินวงเงินที่ ธกส. กำหนดไว้

3)เงินกู้ระยะยาว เป็นเงินกู้ที่ให้ระยะเวลาของการชำระคืนเป็นรายงวดไม่เกิน 15 ปี ในกรณีที่มีเหตุพิเศษไม่เกิน 20 ปี เงินกู้ระยะยาวเพื่อการเกษตรเป็นเงินกู้เพื่อปรับปรุงที่ดิน เช่น การทำสวนไม้ยืนต้น การทำฟาร์มกุ้ง การซื้อเครื่องจักร ซื้อที่ดินเพิ่มเติม เป็นต้น

เกษตรกร..ผู้จะกู้เงินจาก ธกส. ได้ จะต้องเป็นลูกค้าของ ธกส. ซึ่งกระทำได้โดยการขอขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้า

ในบางกรณีลูกค้าของ ธกส. จะมีลักษณะเป็นกลุ่มที่เรียกว่า "กลุ่มลูกค้า ธกส. กลุ่มลูกค้า หมายถึง กลุ่มของเกษตรกรผู้ซึ่งได้ขอขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าของ ธกส. โดยลูกค้าเหล่านี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้เคียงกันและมีความสนิทสนมใกล้ชิดกัน จำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป สมัครใจเข้ารวมกลุ่มกันโดยมีความประสงค์ที่จะกู้เงินจาก ธกส. เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายลงทุนในการประกอบอาชีพการเกษตร โดยใช้หลักประกันรับรองรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน หรือ ค้ำประกันซึ่งกันและกัน

ในการให้บริการสินเชื่อแก่เกษตรกรรายคนนั้น ธกส.ให้สินเชื่อทั้งในรูปของเงินกู้ที่เป็นเงินสด และกู้ในรูปของวัสดุอุปกรณ์การเกษตร

3.2การให้สินเชื่อแก่สหกรณ์การเกษตร การให้สินเชื่อแก่สหกรณ์การเกษตรนี้รวมถึงชุมชนสหกรณ์การเกษตรซึ่ง ธกส. ได้ให้กู้สำหรับการดำเนินงานโดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

1) เงินกู้เพื่อเป็นทุนให้แก่สมาชิกกู้ เป็นเงินกู้ที่สหกรณ์การเกษตรกู้เพื่อให้สมาชิกกู้ต่อสำหรับไปลงทุนในการเกษตรของสมาชิกแต่ละคน โดยสหกรณ์การเกษตรจะเป็นผู้ดำเนินงานสินเชื่อต่อสมาชิกเอง

2)เงินกู้เพื่อใช้เป็นทุนเหมุนเวียนในการดำเนินการขายผลิตผลการเกษตร เงินกู้ประเภทนี้ให้กู้แก่สหกรณ์การเกษตรเพื่อใช้เป็นทุนในการรวบรวมผลิตผลจากสมาชิกเพื่อนำมาจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง

3)เงินกู้เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินการจัดหาวัสดุอุปกรณ์การเกษตร เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เครื่องมือการเกษตร เพื่อจำหน่ายให้แก่สมาชิก

4)เงินกู้เพื่อใช้ลงทุนในโครงการพัฒนาการเกษตร เงินกู้ระยะยาวเพื่อการเกษตรประเภทนี้ สหกรณ์นำไปใช้ลงทุนเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาการเกษตร ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล การลงทุนเพื่อจัดให้มีสินทรัพย์ประจำสำหรับบริการด้านการแปรรูปหรือการขายผลิตผลการเกษตร รวมทั้งลงทุนในสินทรัพย์ประจำอื่น ๆ ตามความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์

3.3การให้สินเชื่อแก่กลุ่มเกษตรกร ธกส. ให้สินเชื่อแก่กลุ่มเกษตรกร 4 ประเภทได้แก่

1)เงินกู้เพื่อใช้เป็นทุนสำหรับให้สมาชิกกู้ ธกส. ให้กู้เงินแก่กลุ่มเกษตรกรเพื่อนำไปให้สมาชิกกู้ต่อ เพื่อการลงทุนและขยายกิจการผลิตสินค้าเกษตร

2)เงินกู้เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน ในการดำเนินการขายผลิตผลการเกษตร กลุ่มเกษตรกรนำเงินกู้นี้ไปใช้เป็นทุนในการรวบรวมผลิตผลจากสมาชิกเพื่อนำมาจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง

3)เงินกู้เพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การเกษตร ธกส. ให้เงินกู้ประเภทนี้แก่กลุ่มเกษตรกรเพื่อนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานจัดหาวัสดุอุปกรณ์การเกษตรมาจำหน่ายแก่สมาชิกและเกษตรกร

4)เงินกู้เพื่อใช้ลงทุนในโครงการพัฒนาเกษตร ธกส. ให้เงินกู้ประเภทนี้แก่เกษตรกร เพื่อนำไปใช้ตามโครงการพัฒนาการเกษตรซึ่งได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล การลงทุนเพื่อจัดให้มีสินทรัพย์ประจำสำหรับกิจกรรมการแปรรูปหรือการขายผลิตผลการเกษตรสินทรัพย์ประจำอื่น ๆ ตามความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มเกษตรกร




ธนาคารออมสิน

ธนาคารออมสิน เป็นสถาบันเพื่อการออมทรัพย์ ที่ส่งเสริมให้มีการประหยัดการใช้จ่ายในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ให้มีการออมทรัพย์แล้วนำเงินที่ออมนั้นไปฝากธนาคารโดยไม่คำนึงถึงว่าเงินนั้นจะมากหรือน้อย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้พระราชทานกำเนิด "ธนาคารออมสิน" โดยครั้งแรกตั้งอยู่ในรูปของคลังออมสินสังกัดกรมพระคลังมหาสมบัติ เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๖ และ ได้ดำเนินกิจการมาจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๗๒ จึงโอนมาสังกัดกรมไปรษณีย์โทรเลข ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สมัย "ปรีดี พนมยงค์" เป็นนายยกรัฐมนตรี ได้ปรับปรุงให้เป็นธนาคารออมสินโดยดำเนินกิจการตามพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ.๒๔๘๙

การดำเนินงานของธนาคารออมสิน
ปัจจุบันธนาคารออมสินได้ขยายขอบเขตของการดำเนินธุรกิจอย่างกว้างขวางมากขึ้น ซึ่งอาจสรุปลักษณะการดำเนินงานที่สำคัญได้ ๒ ด้านคือ

๑.ธุรกิจและการบริการ ธนาคารออมสินประกอบการดำเนินงานด้านธุรกิจและการบริการแยกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้
"การรับฝากเงิน การจำหน่ายตราสาร ธุรกิจด้านการประกันชีวิต การบริการต่าง ๆ (ได้แก่ การรับจ่ายและโอนเงิน จำหน่ายตั๋วแลกเงินเพื่อเดินทางภายในประเทศ จำหน่ายตั๋วแลกเงินของขวัญ ให้เช่าตู้นิรภัย) การให้กู้ยืมและเบิกเงินเกินบัญชี การอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
ธนาคารออมสินได้จัดบริการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านอื่น ๆ ให้แก่ผู้ฝาก ได้แก่ บริการฝาก-ถอนเงินต่างสำนักงานได้ทุกสาขาในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง บริการรับฝากเงินเป็นกลุ่ม โดยส่งพนักงานออกไปให้บริการรับปากเงินตามสถานที่ราชการ บริษัทห้างร้าน โรงงาน และที่ซึ่งได้แจ้งความประสงค์จะให้ธนาคารเข้าไปรับฝากเงิน บริการจ่ายเงินเดือนแทนให้ส่วนราชการ เป็นต้น

๒.การลงทุนและการแสวงหาผลประโยชน์
ปัจจุบันธนาคารออมสินมีการลงทุนและแสวงหาผลประโยชน์หลายทางด้วยกัน คือ

๑.การลงทุนในหลักทรัพย์รัฐบาล ธนาคารออมสินลงทุนในหลักทรัพย์รัฐบาลเป็นสัดส่วนสูงกว่าลงทุนด้านอื่น หลักทรัพย์รัฐบาลที่ธนาคารออมสินถือส่วนใหญ่ คือ "พันธบัตร และ ตั๋วสัญญาใช้เงิน"นอกจากนั้นเป็นหลักทรัพย์อื่น ๆ

๒.การให้กู้ยืมแก่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเพื่อส่งเสริมกิจการด้านอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภค

๓.การให้กู้ยืมแก่เอกชน เพื่อการจัดหาที่อยู่อาศัยของตนเอง ส่งเสริมการศึกษาสำหรับปลูกสร้างและซ่อมแซมอาคารเรียน ตลอดจนการให้กู้ยืมและเบิกเงินเกินบัญชีโดยใช้เงินฝากประจำ ๑๒ เดือนค้ำประกัน และให้สินเชื่อสวัสดิการสำหรับข้าราชการและพนักงานองค์การของรัฐที่มีรายได้น้อย