บันทึกแห่งสยาม

บันทึกแห่งสยาม
ความรัก ความศรัทธาของลูกหลานแผ่นดินไทย

ขอต้อนรับเข้าสู่เรือนไทยหลังนี้ ร่วมระลึกถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย และภูมิใจในความเป็นคนไทยด้วยกัน

แผ่นเอ๋ยแผ่นดิน ในแถบถิ่นนี้ไซร้กว้างหนักหนา



แลดูไกลสุดลูกหูลูกตา ล้วนไร่นาเขียวขจีพงพีไพร



เหมือนมารดาเลี้ยงดูบุตรให้สุขศรี แผ่นดินนี้นี่แหละข้าอาศัย



ข้าตั้งจิตสนองเขตประเทศไทย รักษาให้ยั่งยืนคู่ฟ้าเอย



(พระราชนิพนธ์กลอนดอกสร้าย "แผ่นดิน" ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ.๒๕๑๓ เมื่อพระชนมายุ ๑๕ พรรษา)



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจไทยในช่วง พ.ศ.2475-2488 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจไทยในช่วง พ.ศ.2475-2488 แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

นโยบายเศรษฐกิจชาตินิยมพ.ศ.2475(หลวงวิจิตรวาทการ)

นโยบายเศรษฐกิจชาตินิยม หรือ "ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ" ขึ้นมาแทนที่เค้าโครงการเศรษฐกิจของนาย "ปรีดี พนมยงค์" ผู้ที่อยู่เบื้องหลังนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยมที่สำคัญ คือ "หลวงวิจิตรวาทการ"
สรุปสาะสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยมของหลวงวิจิตรวาทการ
1.รัฐจะซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินเป็นคราว ๆ ไป แต่ไม่ใช่เอามาเป็นของรัฐเองแบบข้อเสนอของนายปรีดี พนมยงค์ หลวงวิจิตรวาทการเห็นว่าคนไทยทุกคนต้องมีที่ดินไว้เป็นกรรมสิทธิ์ตามควรแก่อัตภาพ เพราะมนุษย์ซึ่งติดที่ดินและหาเลี้ยงชีพบนที่ดินย่อมรักชาติและรักประทศมากกว่ามนุษย์ที่มีอาชีพเร่ร่อน
2.ระบบเศรษฐกิจชาตินิยมของหลวงวิจิตรวาทการยึดหลัก "ชาติเป็นจุดหมาย สหกรณ์เป็นวิธีการ"โดยที่แนวคิดเรื่องสหกรณ์ของหลวงวิจติรวาทการมิได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต หากแต่เป็นการสนับสนุนการรวมตัวกันของชนชั้นกลางในด้านการผลิต และการค้าในรูปของสหกรณ์ เช่น การทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ตลอดจนให้ผู้ประกอบการได้รวมตัวกันในรูปของสมาคมอาชีพ เช่น สมาคมธนาคาร สมาคมประกันภัย
3.ในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นอุตสาหกรรมนั้น รัฐบาลจะสนับสนุนให้คนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการที่แสวงหากำไรอย่างกว้างขวาง ในกรณีที่ประชาชนยังไม่มีความสามารถเข้าร่วมได้ รับบาลก็จะเป็นผู้นำในการริเริ่มหรือเข้าไปมีส่วนร่วมเอง นั่นก็คือ "การก่อตั้งรัฐวิสาหกิจ"
เป็นที่น่าสังเกตว่า แนวคิดชาตินิยมของหลวงวิจิตรวาทการแตกต่างจากเค้าโครงการเศรษฐกิจของ นายปรีดี พนมยงค์ ในหลายประการด้วยกัน เช่น หลวงวิจิตวาทการเสนอระบบเศรษฐกิจใหม่ต่อต้านศักดินาเดิม แต่เป็นรูปแบบที่อ่อนกว่าข้อเสนอของ นายปรีดี พนมยงค์ เพราะการซื้อที่ดินของรัฐทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ระบบสหกรณ์ของหลวงวิจิตรวาทการสนับสนุนกระฎุมพีน้อย ข้าราชการ พ่อค้าแม่ค้าย่อย และชาวนา เป็นลำดับแรก ไม่ได้ขัดขวางการขยายตัวของนายทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของชาติ ซึ่งขณะนั้นย่อมหมายถึง ภายใต้ระบบราชการที่บงการโดยหลวงพิบูลสงคราม(ฉัตรทิพย์ 2527:559)
การสนับสนุนการเจริญเติบโตของชนชั้นกลาง แนวคิดของหลวงวิจิตรวาทการจึงเป็นพื้นฐานของ "ระบบทุนนิยมที่นำโดยรัฐ (State Capialism) ซึ่งแตกต่างจากแนวความคิดของ นายปรีดี พนมยงค์ ที่เป็นแนวคิดต่อต้านศักดินาเหมือนกัน แต่โน้มไปทางซ้ายด้วยการยกฐานะชาวนาเป็นสำคัญ

การแสวงหาแนวคิดใหม่ทางเศรษฐกิจในช่วง พ.ศ.2475-2488

1.พื้นฐานทุนนิยมไทยก่อน พ.ศ.2475
นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ.2461 เป็นต้นมา) จนถึง พ.ศ.2475 ทุนชาวจีนโพ้นทะเลเริ่มมีบทบาทสำคัญแทนที่คุนตะวันตกรวมทั้งทุนของพระคลังข้างที่และกลุ่มศักดินา
พื้นฐานทุนนิยมไทย ก่อนพ.ศ.2475 ทุนนิยมของชาวจีนเริ่มมีบทบาทสำคัญในการย่างก้าวเข้ามาแทนที่ทุนตะวันตกและก้าวล้ำหน้ากลุ่มทุนของพระคลังข้างที่ จนมีส่วนสำคัญในพื้นฐานทุนนิยมไทยในช่วงก่อน พ.ศ.2475
ปัจจัยเกื้อหนุนประการแรก เกิดจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในกรุงเทพฯที่ดำเนินการโดยชาวจีนเป็นสำคัญ ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ ได้สรุบว่าการทีคนจีนสามารถควบคุมกิจการโรงสีและชนะคนตะวันตกได้เพราะ 1)คนจีนสามารถควบคุมการตลาดภายในประเทศและค่างประเทศ 2)โรงสีของคนจีนได้เปรียบในเรื่องแหล่งเงินทุนกู้ยืม 3)โรงสีของคนจีนเป็นผู้ริเริ่มการสีข้าวสาร คนตะวันตกยังสีเป็นข้าวกล้อง นายทุนจีนจึงเป็นผู้ประกอบการสำคัญต่อการค้าขายของกรุงเทพฯ ปัจจัยเกื้อหนุนนายทุนจีนอีกประการคือ การพัฒนาระบบการชนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งการส่งออกข้าวของไทยส่วนใหญ่จะส่งไปยังตลาดสิงคโปร์และฮ่องกง

2.เค้าโครงการเศรษฐกิจของคณะราษฎรและแนวคิดเศรษฐกิจชาตินิยม
เค้าโครงการเศรษฐกิจของคณะราษฎรซึ่งร่างโดย "นายปรีดี พนมยงค์" เน้นการใช้รัฐเข้ามามีบทบาทสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ โดยเข้าควบคุมปัจจัยการผลิตเรื่องทุนและที่ดิน รวมทั้งได้มีการเน้นบทบาทของสหกรณ์เป็นเครื่องมือในการช่วยรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจ
แนวคิดเศรษฐกิจ "ชาตินิยมของหลวงวิจิตรวาทการ เน้นกาชาติเป็นจุดหมาย สหกรณ์เป็นวิธีการ" โดยสนับสนุนการเจริญเติบโตของชนชั้นกลาง ข้าราชการ พ่อค้า และนายทุนน้อย เป็นสำคัญ
นโยบาย 6 ประการ ของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ นายปรีดีพนมยงค์ ซึ่งถือเป็น "มันสมอง" ของคณะราษฎรในขณะนั้น เขาได้รับอิทธิพลแนวคิดด้านสังคมนิยมจากการศึกษาวิชาประวัติลัทธิเศรษฐกิจ
เมื่อคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ปัญหาหลักทางเศรษฐกิจและสังคม คณะราษฎรได้มอบหมายให้ "นายปรีดี พนมยงค์" เป็นผู้ร่างนโยบายเศรษฐกิจของคณะราษฎร หรือ ที่เรียกกันว่า "เค้าโครงการเศรษฐกิจ"
เค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี เน้น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการปรับปรุงการแบ่งปันผลผลิตในสังคม นั่นก็คือ มุ่งที่จะใช้ทรัพยากรการผลิตให้เต็มที่ด้วยการแปลงกระบวนการผลิตของไทยเข้าสู่อุตสาหกรรม โดยรัฐจะเป็นผู้ลงทุนดำเนินการในขั้นแรกในรูปของรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งใช้นโยบายการพึ่งตนเองเป็นหลัก ปราศจากการครอบงำของต่างชาติ และกำจัดความเหลื่อมล้ำของคนทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และ การเมือง
สาระสำคัญ..ของเค้าโครงการเศรษฐกิจ คือ เสนอให้มีการโอนกรรมสิทธิเอกชนเป็นของรัฐในเรื่องปัจจัยการผลิตทั้งที่ดินและทุน รวมทั้งให้รัฐกำกับการใช้ปัจจัยเหล่านั้น การโอนให้แก่รนัฐจะได้ผลตอบแทนในรูปพันธบัตรเงินกู้ ปัจจัยการผลิตที่รัฐโอนมาจะถูกนำไปแจกแจงให้ราษฎรทำกินตามกำลังสติปัญญาของแต่ละครอบครัว ทุนและโรงงานก็เช่นเดียวกัน รัฐจะยอมให้เอกชนครอบครองและดำเนินการ ส่วนกิจการที่ครอบครองโดยชาวต่างประเทศจะดำเนินต่อไปได้ โดยรัฐบาลจะให้สัปทานเป็นคราว ๆ ไป
สรุปสาระสำคัญของเค้าโครงการเศรษฐกิจของ "นายปรีดี พนมยงค์"
1)รัฐบาลจะหางานให้ราษฎรทำ เช่นรับเป็นข้าราชการ
2)รัฐบาลจะต้องเป็นผู้จัดการเศรษฐกิจเสียเอง
3)รัฐบาลสนับสนุนให้มีแนวทางการบริหารเศรษฐกิจที่พึงตนเอง
4)รัฐบาลจะซื้อที่ดินจากเอกชน
5)จัดหาทุนเพื่อมาจ่ายค่าแรงและซื้อเครื่องจักร โดยเก็บภาษีมรดก ภาษีเงินได้ของเอกชน ภาษีทางอ้อม(เช่น รวมไว้ในราคายาสูป ไม้ขีดไป เกลือ)
6) รัฐบาลกำหนดให้ราษฎรทำงานตามคุณวุฒิ กำลัง และความสามารถของตน
แนวความคิดและหลักการของเค้าโครงการเศรษฐกิจคณะราษฎรของ "นายปรีดี พนมยงค์" ข้างต้นแสดงถึงความพยายามที่จะใช้การวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลางและการใช้ระบบสหกรณ์เพื่อใช้ในการเพิ่มพลังทางการผลิต
อย่างไรก็ตาม..เค้าโครงนายปรีดี พนมยงค์ที่ร่างขึ้นแก่คณะรัฐบาลในพ.ศ.2475 ปรากฎว่าได้รับการต่อต้าน ผู้คัดค้านคนสำคัญประกอบด้วย "พระยามโนปกรณ์นิติธาดา "ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และ "พันเอกพระยาทรงสุรเดช "หัวหน้าแล่มปีกขวาในคณะราษฎร อีกทั้ง ได้รับการคัดค้านจาก "พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย" ทรงเขียนบันทึกแสดงพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับเค้าโครงการเศรษฐกิจฉบับนี้โดยสรุปว่า
"เค้าโครงการเศรษฐกิจจะทำลายเสรีภาพของราษฎร เป็นการบังคับราษฎรลงเป็นทาส รัฐบาลไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จึงไม่ควรประกอบการเอง การดำเนินการตามเค้าโครงการเศรษฐกิจจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ เค้าโครงการเศรษฐกิจไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนไทย เพราะคนไทยอยู่กันตามสมควรไม่ถึงกับมีใครอดอยาก"
พระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีความตอนหนึ่งว่า...
"มีข้อความอันหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนอย่างไม่ต้องเป็นสิ่งสงสัยเลยว่า โครงการนี้นั้นเป็นโครงการอันเดียวอย่างแน่นอนกับที่ประเทศรุสเซียใช้อยู่ ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบ สตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ หรือหลวงประดิษฐ์จะเอาอย่างสตาลินก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่าโครงการทั้ง 2 นี้เหมือนกันหมด เหมือนกันจนรายละเอียดเช่นที่ใช้และรูปของวิธีการกระทำ จะผิดกันนั้นก็แต่รุสเซียนั้นแก้เสียเป็นไทยหรือไทยนั้นแก้เป็นรุสเซีย ถ้าสตาลินเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ ข้าวสาลีแก้เป็นข้าวสาร ข้าวสารแก้เป็นข้าวสาลี" (อ้างใน ชัยอนันต์ 2532:190)





วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สภาพและปัญหาของเศรษฐกิจไทยในช่วง พ.ศ.2475-2488

ในช่วง พ.ศ.2475 -2484 เศรษฐกิจไทยมีปัญหาเรื่องการส่งออกต่ำ ปัญหาการใช้จ่ายและการคลังของรัฐบาล รวมทั้งปัญหาการผลิตข้าวและหนี้สินของชาวนา ปํญหาต่าง ๆ ดังกล่าวเกิดจากผลกระทบเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในทศวรรษ1930 เป็นสำคัญ ในขณะที่ช่วงพ.ศ.2484-2488 เศรษฐกิจไทยประสบปัญหาด้านการผลิตและการส่งออก การนำเข้า การขาดดุลการค้า และภาวะเงินเเฟ้อ ปัญหาดังกล่าวข้างตจ้นเกิดจากผลกระทบการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงปลาย พ.ศ.2484-2488 เป็นสำคัญ

1.ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ (พ.ศ.2475-2484)
ปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำระหว่าง พ.ศ.2475-2484 นั้น ได้แก่ปัญหาทางด้านการส่งออกตกต่ำ ปัญหาการใช้จ่ายและการคลังของรัฐบาล รวมทั้งปัญหาการผลิตข้าวและหนี้สินของชาวนา..มูลเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าว ก็คือ "ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในทศวรรษ 1930"
ช่วงที่ 1..พ.ศ.2475-2484 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะคับขันมาก เนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
ช่วงที่ 2..พ.ศ.2484-2488 นั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว ปัญหาทางเศรษฐกิจในช่วง พ.ศ.2475-2488 พอจะจำแนกได้ดังนี้
1.ปัญหาทางด้านการส่งออกตกต่ำ
2.ปัญหาการใช้จ่ายและการคลังของรัฐบาล
3.ปัญหาการผลิตข้าวและหนี้สินของชาวนา

การส่งออกตกต่ำ ภาวะการค้าของไทยยังอยู่ในสภาพเกินดุลเป็นสำคัญ จากการดำเนินนโยบายการคลังอนุรักษ์นิยมอย่างเคร่งครัด ลดการนำเข้าให้ได้ดุลการส่งออก มูลค่าการส่งออกข้าวเมื่อคิดเป็นเงินบาทได้ลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่มีค่าสูงขึ้น เมื่อเอาเงินปอนด์ที่ขายข้าวได้มาแลก จึงได้งินบาทน้อยลง ปัจจัยที่มีผลต่อการลดลต่ำลงของการส่งออกข้าว ประการแรก เนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ประการที่สอง คือการที่ค่าเงินบาทสูงเกินไป ประการที่สาม ตลาดข้าวระหว่างประเทศมีสภาวะการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น
ปัญหาการใช้จ่ายและการคลังของรัฐบาล เศรษฐกิจตกต่ำมีผลให้รัฐบาลหารายได้ได้น้อย ส่งผลต่อเนื่องให้การใช้จ่ายของรับบาลพลอยตกต่ำลงไปด้วย รัฐบาลได้ตัดงบประมาณรายจ่ายลงไปมาก มาตรการที่สำคัญ คือ ลดเงินเดือนข้าราชการ การปลดข้าราชการออก การตัดงบลงทุนในโครงการพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น สร้างถนน สร้างทางรถไฟ
ปัญหาการผลิตข้าวและหนี้สินของชาวนา ชาวนามีต้นทุนการผลิตสูงเมื่อเทียบกับผลผลิตที่ได้รับ หรือเมื่อการผลิตข้าวขยายตัวย่อมมีผลให้ต้องใช้แรงงานมาก อัตราค่าจ้างย่อมสูงขึ้นด้วย ประกอบกับสัดส่วนต้นทุนในด้านค่าจ้างแรงงานเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตข้าวยังสูง เพราะการทำนาเป็นกจิกรรมการผลิตที่เน้นการใช้แรงงานเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญ เมื่อราคาข้าวตกต่ำจึงย่อมมีผลให้ชาวนาประสบปัญหายได้ไม่พอจ่ายมากยิ่งขึ้น

2.แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
แนวทางแก้ไขที่ สำญคือ "นโยบายการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าว และ นโยบายการคลังของรัฐบาล"
นโยบายการแก้ไขข้าวนั้น เน้นที่จะส่งเสริมการพัฒนาเทคนิคการผลิตข้าวให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น และทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวตกต่ำลง ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้มีตลาดที่ขยายตัวมากขึ้นด้วย
นโยบายแก้ไขปัญหาการคลังของรัฐบาล มุ่งที่นโยบายอนุรักษ์นิยมที่เน้นงบประมาณสมดุล และ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
1.นโยบายการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าว..รัฐส่งเสริมการพัฒนาเทคนิคการผลิตข้าวเพื่อให้ผลผลิตต่อไร่สูง สนับสนุนให้ตลาดขยายตัวมากขึ้น จัดตั้ง "กรมตรวจกสิกรรม" ทำหน้าที่เสาะแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ไขวิธีการเพาะปลูก การเปิดการคมนาคมทั่วประเทศด้วยการขยายระบบการขนส่งทั้งทางถนนและทางรถไฟ การเพิ่มเนื้อที่เพาะปลูกด้วยการเพิ่ม "โครงการชลประทาน" รวมทั้งขยายงานในด้าน "สหกรณ์" ให้แพร่หลายมากขึ้น
2.นโยบายแก้ไขเรื่องการใช้จ่ายและการคลังของรัฐบาล..เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเลือกใช้นโยบายการคลัง "แบบอนุรักษ์นิยม"เพราะถ้าหากรัฐบาลไทยเลือกใช้นโยบายการคลังที่มีผลต่อการเป็นหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นแล้ว ประเทศเจ้าหนี้หรือประเทศมหาอำนาจ เช่น อังกฤษ หรือ ฝรั่งเศส อาจใช้เป็นเหตุผลหรือข้ออ้างเพื่อแทรกแซงกิจการภายใน อธิปไตยจึงเป็นตัวแปรสำคัญต่อการดำเนินนโยบายการคลังแบบอนุรักษ์นิยมที่เคร่งครัดนั่นเอง
3.ปัญหาเศรษฐกิจและผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อ (พ.ศ.2484-2488) ต่อเศรษฐกิจไทย
ปัญหาที่สำคัญทางเศรษฐกิจระหว่าง พ.ศ.2484-2488 คือ ปัญหาการส่งออก ปัญหาการนำเข้า ปัญหาเงินเฟ้อ และผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งส่งผลให้การกระจายรายได้เลวลง และ มีผลต่อเนื่องไปถึงการส่งเสริมสนับสนุนให้การคอร์รัปชั่นแพร่หลายมากขึ้น
พ.ศ.2484 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายยกรัฐมนตรี ประกาศตัวเข้ากับฝ่ายญี่ปุ่น ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 การค้าระหว่างประเทศของไทยจึงถูกกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะการส่งออกข้าว เกิดภาวะเงินเฟ้อ จากการที่ไทยต้องผลิตธนบัตรเพื่อให้ทหารญี่ปุ่นได้กู้ยืมใช้ภายในประเทศ ผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อที่มีต่อเศรษฐกิจไทยทางด้านกระจายรายได้เลวลง โดยรายได้ที่แท้จริงของข้าราชการลดลงส่งเสริมให้มีการคอร์รับปชั่นอย่างแพร่หลาย