ในสมัยอยุธยา รายได้นั้น อยู่ภายใต้ระบบการผลิตแบบพอยังชีพและการค้าแบบศักดินา รายได้หลักของรัฐมาจากส่วยซึ่งได้จากแรงงานไพร่ ส่วยส่วนหนึ่งถูกใช้ในราชอาณาจักร อีกส่วนหนึ่ง ถูกส่งเป็นสินค้าออก ทำให้รัฐมีรายได้จากการค้าต่างประเทศโดยไม่ต้องลงทุนมากนัก นอกจากนี้ รัฐยังมีรายได้จากภาษีอากรหลายประเภท รายได้จากเครื่องราชบรรณาการ และบรรณาการจากต่างประเทศ รายได้จากการเกณฑ์เฉลี่ย รายได้จากมรดกของขุนนาง รายได้จากการริบราชบาตรและเงินพินัยหลวง รวมทั้งรายได้จากการให้พ่อค้ากู้เงินไปลงทุน
(ริบบาตร หมายถึง การริบทรัพย์สินทั้งหมดของคนที่ต้องพระราชอาญาเข้าเป็นของหลวง)
รายจ่าย ในสมัยอยุธยา มีหลายประเภท ได้แก่ รายจ่ายด้านการพระศาสนา รายจ่ายในราชสำนัก รายจ่ายในการพระราชทานสิ่งของต่าง ๆ แก่ขุนนาง รายจ่ายในการถวายบรรณาการแก่จักรพรรดิจีน และการลงทุนค้าขาย รายจ่ายในด้านการทหาร รวมทั้งรายจ่ายเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ในราชอาณาจักร ในบรรดารายจ่ายเหล่านี้ที่เป็นรายจ่ายหลักซึ่งรัฐต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากได้แก่ รายจ่ายด้านการพระศาสนาและรายจ่ายในราชสำนัก เนื่องจากเป็นรัฐที่บริหารงานบ้านเมืองด้วยระบบราชการที่มีพื้นฐานอยู่บนระบบมูลนาย-ไพร่ ที่มีขุนนางศักดินาเป็นตัวจักรกลของระบบ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัยอยุธยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัยอยุธยา แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การค้าในสมัยอยุธยา
การค้าภายในสมัยอยุธยามีปริมาณไม่มาก ส่วนการค้ากับต่างประเทศเป็นพื้นฐานสำคัญอีกประการหนึ่งของเศรษฐกิจอยุธยาตลอดระยะเวลา 417 ปี และ สภาพทำเลที่ตั้งของอาณาจักรอยุธยา ซึ่งเหมาะกับการค้า ได้ช่วยส่งเสริมให้การการกับต่างประเทศของอยุธยามีความเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น
อาณาจักรอยุธยา มีบทบาทสำคัญ 2 ประการ ในการค้านานาชาติของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทบาทเด่นที่สุดประการแรก คือ การเป็นศูนย์รวมของสินค้าประเภทของป่า ส่วนบทบาทสำคัญประการต่อมา คือ การเป็นศูนย์กลางของการค้าส่งผ่าน บทบาททั้ง 2 ข้อนี้ จะมีความโดดเด่นต่างกันในการค้ากับต่างประเทศของอยุธยาในแต่ละช่วง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกอาณาจักร
อาณาจักรอยุธยา มีบทบาทสำคัญ 2 ประการ ในการค้านานาชาติของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทบาทเด่นที่สุดประการแรก คือ การเป็นศูนย์รวมของสินค้าประเภทของป่า ส่วนบทบาทสำคัญประการต่อมา คือ การเป็นศูนย์กลางของการค้าส่งผ่าน บทบาททั้ง 2 ข้อนี้ จะมีความโดดเด่นต่างกันในการค้ากับต่างประเทศของอยุธยาในแต่ละช่วง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกอาณาจักร
การเกษตรในสมัยอยุธยา
ความอุดมสมบูรณ์ของที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งเป็นดินแดนแกนกลางของอาณาจักรอยุธยา ทำให้เศรษฐกิจของอยุธยามีพื้นฐานสำคัญอยู่ที่การเกษตร แต่เป็นการเกษตรที่ยังใช้เทคนิคการผลิตแบบดั้งเดิม ซึ่งพื่งพาธรรมชาติเป็นปัจจัยสำคัญ และมีวัตถุประสงค์ในการผลิตเพื่อการบริโภคภายในอาณาจักรตามลักษณะเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ หากมีผลผลิตเหลือจากการบริโภคจึงจะส่งไปขายต่างประเทศ
ไพร่ในสมัยอยุธยา
แรงงานไพร่..เป็นแรงงานส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจสมัยอยุธยา
ไพร่ในสมัยอยุธยา แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไพร่สม เป็นไพร่ส่วนตัวของพวกมูลนาย เจ้านาย ขุนนาง ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ตามศักดินาของมูลนายแต่ละคน ส่วนอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า ไพร่หลวง เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์และเป็นไพร่ส่วนใหญ่ของอาณาจักร พระองค์ทรงควบคุมพวกไพร่หลวงผ่านทางพวกขุนนาง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริหารอาณาจักร
ไพร่ในสมัยอยุธยา แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ไพร่สม เป็นไพร่ส่วนตัวของพวกมูลนาย เจ้านาย ขุนนาง ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ตามศักดินาของมูลนายแต่ละคน ส่วนอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า ไพร่หลวง เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์และเป็นไพร่ส่วนใหญ่ของอาณาจักร พระองค์ทรงควบคุมพวกไพร่หลวงผ่านทางพวกขุนนาง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริหารอาณาจักร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
