สันนิษฐานว่า ในสมัยสุโขทัยมีแนวคิดว่า พ่อขุนเป็นเจ้าของและผู้ดูแลที่ดินในอาณาจักร และสนับสนุนให้ประชาชนหักร้างถางพงที่ดินเพื่อเพาะปลูก รวมทั้งให้ประชาชนมีสิทธิในการถือครองที่ดินทำกิน และเป็นมรดกสืบทอดถึงลูกหลานได้
ส่วนในสมัยอยุธยานั้น มีการจัดการด้านที่ดินที่เป็นระบบมากกว่าสมัยสุโขทัย ในทางพฤษฎี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าของที่ดินทั่วทั้งอาณาจักร แต่ในทางปฏิบัติพระองค์ได้พระราชทานสิทธิในการถือครองที่ดินเพื่อสร้างผลประโยชน์แก่เจ้านาย ขุนนาง ไพร่ และทาส ลดหลั่นกันไปตามศักดินาที่แต่ละคนมีอยู่ รวมทั้งได้ทรงกัลปนาที่ดินแก่วัดด้วย ในสังคมศักดินาสมัยอยุธยา พระมหากษัตริย์ มูลนาย และวัดจึงเป็นผู้ควบคุมปัจจัยการผลิตด้านที่ดิน ส่วนประชาชนนั้นมีสิทธิในที่ดินที่ตนทำกิน ไม่มีปัญหาในเรื่องที่ดิน และรัฐได้สนับสนุนให้ประชาชนหักร้างถางพงบุกเบิกที่ดินเพาะปลูกด้วยมาตรการต่าง ๆ เพื่อจะได้ประโยชน์จากการเก็บส่วยสาอากรจากประชาชนในผลผลิตต่าง ๆ ที่ได้จากผืนดิน อนึ่ง สิทธิ์ในการถือครองที่ดินที่ครอบครองนั้นเป็นมรดกตกทอดถึงลูกหลานและซื้อขายกันได้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจไทยสมัยอยุธยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจไทยสมัยอยุธยา แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ปัจจัยการผลิตเรื่องแรงงาน
ในสมัยอยุธยา ชนชั้นผู้ปกครองเป็นผู้ควบคุมปัจจัยการผลิตด้านแรงงานภายใต้ระบบไพร่ซึ่งเป็นการควบคุมผ่านกรมกองต่าง ๆ ที่พวกขุนนางบริหารดูแล ในระบบควบคุมนี้ ไพร่หรือราษฎรไม่มีอิสระในแรงงานของตนทั้งหมด ต้องผูกพันแรงงานส่วนหนึ่งกับรัฐในรูปของแรงงานเกณฑ์หรือ การส่งส่วยซึ่งมีทั้งส่วยสิ่งของและส่วยเงิน
ปัจจัยการผลิตเรื่องที่ดิน
ในสมัยอยุธยา ในทางพฤษฎีพระมหากษัมตริย์ทรงเป็นเจ้าของที่ดินทั่วทั้งอาณาจักร แต่ในทางปฏิบัตินั้นทรงกระจายพระราชทานสิทธิในการถือครองที่ดินเพื่อสร้างผลประโยชน์แก่เจ้านาย ขุนนาง ไพร่ และทาส ตามศักดินาที่แต่ละคนมีอยู่ และทรงกัลปนาที่ดินแก่วัดต่าง ๆ ที่ดินที่ได้สิทธิในการถือครองนั้นสืบทอดถึงลูกหลานและซื้อขายกันได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
