บันทึกแห่งสยาม

บันทึกแห่งสยาม
ความรัก ความศรัทธาของลูกหลานแผ่นดินไทย

ขอต้อนรับเข้าสู่เรือนไทยหลังนี้ ร่วมระลึกถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย และภูมิใจในความเป็นคนไทยด้วยกัน

แผ่นเอ๋ยแผ่นดิน ในแถบถิ่นนี้ไซร้กว้างหนักหนา



แลดูไกลสุดลูกหูลูกตา ล้วนไร่นาเขียวขจีพงพีไพร



เหมือนมารดาเลี้ยงดูบุตรให้สุขศรี แผ่นดินนี้นี่แหละข้าอาศัย



ข้าตั้งจิตสนองเขตประเทศไทย รักษาให้ยั่งยืนคู่ฟ้าเอย



(พระราชนิพนธ์กลอนดอกสร้าย "แผ่นดิน" ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ.๒๕๑๓ เมื่อพระชนมายุ ๑๕ พรรษา)



แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจไทยในช่วง พ.ศ.2453-2475 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจไทยในช่วง พ.ศ.2453-2475 แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในช่วง พ.ศ.2453-2475

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในช่วง พ.ศ.2453-2475 และ การแสวงหาแนวทางใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ
วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลต้องหาทางแก้ไข ในขณะเดียวกันวิกฤติการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลให้ปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยอันได้แก่ "ปัญหาที่ดิน ปัญหาการขาดแคลนทุน และ ภาระหนี้สินของชาวนา " เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จนทำให้นักคิดหลายคนเริ่มเสนอแนวนโยบายใหม่ในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานดังกล่าว
1.นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยในช่วง พ.ศ.2453-2475
ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 จนถึงสิ้นรัชกาลที่ 7 เศรษฐกิจไทยต้องพบกับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจไทยเด่นชัดขึ้น ดังนั้น รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาพื้นฐานเหล่านั้น แต่จะสังเกตเห็นได้ว่า นโยบายต่าง ๆ ยังมีลักษณะอนุรักษณ์นิยมมิได้แก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจแต่ประการใด
1)การแก้ไขวิกฤติการณ์ข้าว
เพื่อแก้ไขภาวะขาดแคลนข้าว รัฐบาลได้พิจารณาให้มีการควบคุมการส่งข้าวออกต่างประเทศ ในเดือน พฤษภาคม พ.ศ.2462 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับและตรวจตราข้าว รวมทั้งได้ออกประกาศ "ห้ามมิให้ส่งข้าวออกนอกประเทศ" โดยไม่ได้รับอนุญาต
ความรุนแรงของวิกฤติการณ์ข้าวทำให้รัฐบาลได้ขยายขอบเขตของการพัฒษนาเกษตรกรรมออกไปมาก ผลงานดีเด่นที่สำคัญของรัฐบาลในการแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจช่วง พ.ศ.2453-2463 ได้แก่ "โครงการชลประทาน โครงการสหกรณ์ และ การจัดตั้งกระทรวงพาณิชย์" เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมการค้ารวมทั้งการหาตลาดต่างประเทศ
"โทมัส วอร์ด(Thomas Ward) วิศวกรชาวอังกฤษ มาช่วยวางแผนจัดทำโครงการชลประทาน ซึ่งเสนอรัฐาบาลหลายโครงการ แต่ถูกตัดทอนลงเหลือ 2 โครงการ คือ โครงการป่าสักใต้ และ โครงการเชียงราก-คลองด่าน โครงการป่าสักใต้จะสร้างเขื่อนที่อำเภอท่าเรือ จ.อยุธยา ซึ่งต่อมาคือ เขื่อนพระรามหก
ส่วนโครงการเชียงราก-คลองด่าน โครงการนี้จะช่วยระบายน้ำจากโครงการป่าใต้ลงมายังบริเวณทุ่งคลองด่าน ทุ่งแสนแสบ สำโรง และ สมุทรปราการ
2)การแก้ไขวิกฤติการณ์ด้านการคลัง
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงตั้ง " สภาการคลัง" เพื่อจัดการควบคุมระบบการเงิน สภาการคลังได้เสนอรายงานว่าความยุ่งยากทางการคลังที่เกิดขึ้นนี้มิได้เกิดจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เพราะรายจ่ายประจำและรายจ่ายด้านการลงทุนของรัฐบาลมีมากเกินไป ได้มีการเสนอว่ารัฐบาลไม่ควรจะตัดรายจ่ายการลงทุน หากรัฐหารายได้ไม่พอกับรายจ่ายก็ควรจะลดรายจ่ายด้านการบริหารลง โดยให้ตัดงบรายจ่ายของทุกหน่วยงานลงร้อยละ 10 แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ
ความจริงที่ปรึกษาด้านการคลัง คือ "เซอร์ เอ็ดเวิร์ด คุก (Sir Edward Cook)" ได้เสนอวิธีการแก้ไขปัญหาโดยการตัดรายจ่ายลง ทั้งรายจ่ายในราชสำนัก และรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศ เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ แต่ รัชกาลที่ 6 ไม่ทรงเห็นด้วยกับคำแนะนำที่จะตัดงบราชสำนัก ในทางตรงกันข้าม พระองค์ยังทรงยืนยันที่จะสร้างถนนจากพระราชวังสนามจันทร์ไปหาดเจ้าสำราญ และ อ่าวไทย เพื่อการซ้อมรบเสือป่า และ สร้างสวนลุมพินี เนื่องในโอกาสที่ทรงครองราชย์ครบ 15 ปี ในขณะเดียวกันคณะกรรมการฝ่ายทหารก็ได้เสนอบันทึกต่อรัชกาลที่ 6 แสดงเจตนาแน่วแน่ว่าจะไม่ตัดงบประมาณด้านการทหาร เว้นไว้แต่ว่ารายจ่ายในราชสำนักจะถูกตัดให้น้อยลงในจำนวนเท่าเทียมกัน ในที่สุดปัญหาการคลังก็มิได้รับการแก้ไข จนกระทั้งรัชกาลที่ 6 สวรรคต
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ.2468 ก็ทรงรับภาระหนักในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทรงตัดทอนรายจ่าย และ หารายได้เพิ่มเติม ในด้านรายจ่ายนั้น พระองค์ทรง "ลดจำนวนข้าราช" ในกระทรวงวัง และ ตัดวบประมาณรายจ่ายส่วนพระองค์ลงจาก 9 ล้าน ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็น 6 ล้านบาท ในด้านการหารายได้ ทรง "เพิ่มค่ารัชชูปการ" และ "ทำการแก้ไขสนธิสัญญาบางส่วนกับอังกฤษ" ในพ.ศ.2468-2469 ทำให้ไทยสามารถปรับปรุงอัตราภาษีศุลกากรใหม่ โดยเพิ่มอัตราภาษีจากร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 5 ของราคาสินค้าเข้าทั่ว ๆ ไป
แต่เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ฐานะทางการคลังของไทยเริ่มมีปัญหาอีกครั้ง การแก้ไขการคลังของไทยในครั้งนี้ ใช้วิธีพยายามตัดทอนรายจ่ายให้มากที่สุด และ หารายได้โดยการเพิ่มภาษีอากร เพื่อให้งบประมาณได้ดุล
3)ปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย
ปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ก็คือ ปัญหาในด้านการเกษตร หรือ ถ้าพูดให้เจาะจงลงไปก็คือ "ปัญหาของชาวนา"
ปัญหาเศรษฐกิจของชาวนาอาจสรุปได้ คือ 1.ปัญหาเรื่องทุน 2.ปัญหาเรื่องที่ดิน 3.ปัญหาผลผลิตตกต่ำ 4.ปัญหาในด้านการชลประทาน 5.ปัญหาระบบภาษีที่ไม่เป็นธรรม 6.ปัญหาด้านการตลาด
4)นโยบายของรัฐบาลต่อการแก้ปัญหาของชาวนา
ได้มีผู้สรุปว่า รัฐบาลมีนโยบายที่สำคัญอยู่ 2-3 นโยบาย ในการแก้ไขปัญหาของชาวนานั่นคือ 1.ชลประทาน 2.การจัดหาทุนโดยวิธีการสหกรณ์ 3.การพยายามส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ด้านการเกษตร
แต่มีหลายคนตั้งขอสังเกตว่า รัฐบาลมีบทบาทค่อนข้างน้อย ในการแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวนา ไม่ว่าในด้านการผลิต หนี้สิน หรือ การตลาด ความกระตือรือร้นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีวิกฤติการณ์บางอย่างเกิดขึ้น

2.นอกจากนโยบายของรัฐบาลแล้ว ยังมีนักคิดหลายคนได้เขียนแสดงความคิดเห็นทั้งในด้านหัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของเศรษฐกิจไทย ปัญหาที่บุคคลเหล่านี้เห็นร่วมกันคือ "การที่เศรษฐกิจไทยถูกครอบงำโดยคนต่างชาติ" โดยเฉพาะคนจีน ปัญหาการขาดแคลนทุน และ บริการด้านพื้นฐานจากรัฐบาล ตลอดจน "ปัญหาความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้"
วิธีแก้ไขคือ "รัฐบาลจะต้องมีบทบาทมากขึ้นทั้งในด้านการเข้ามาเป็นผู้ดำเนินกิจการบางอย่างเป็นตัวอย่างแก่ภาคเอกชน" และ การออกกฎหมายต่าง ๆ ที่จะช่วยขจัดการเอารัดเอาเปรียบ ขจัดความไม่เท่าเทียมกัน
ข้อเสนอแนะปัจเจกบุคคล..ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย
1.พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุญนาค)
พระยาสุรยานุวัตร เคยไปรับราชการในต่างประเทศหลายประเทศ ตำแหน่งล่าสุดก่อนจะเดินทางกลับมาประเทศไทยคือ อัครราชฑูตประจำประเทศฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และ รุสเซีย
พระยาสุริยานุวัตร ได้แต่หนังสือ ชื่อ "ทรัพย์ศาสตร์ 3 เล่ม เล่ม 1 และ เล่ม 2 ตีพิมพ์ใน พ.ศ.2454 ส่วนเล่มล่าสุดท้ายตีพิมพ์ในพ.ศ.2477 เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.2475 พระยาสุริยานุวัตร ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ทำหน้าที่ที่ปรึกษาอาวุโสของรัฐบาล
แนวคิดที่สำคัญของพระยาสุริยานุวัตร ในด้านการพัฒนาประเทศ คือ ระบบเศรษฐฏิจไทยต้องใช้ระบบการผลิตสมัยใหม่ ต้องมีการแบ่งงานกันทำตามความถนัดจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น ส่วนในด้านการผลิตต้องอาศัยปัจจัยการผลิตที่สำคัญคือ ที่ดิน แรงงาน และ ทุน ซึ่ง ทุน เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แต่เป็นปัจจัยการผลิตที่ไทยขาดแคลนมากที่สุด นอกจากขากแคลนทุนแล้วระบบเศรษฐกิจไทย ยังมีปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม โครงสร้างของกรรมสิทธิ์ในปัจจัยเป็นเหตุให้คนได้รับส่วนแบ่งปันผลของการผลิตต่างกัน ด้วยเหตุนี้พระยาสุริยานุวัตร จึงไม่เห็นด้วยกับระบบการแข่งขัน เพราะจะทำให้ฝ่ายที่แข็งแรงกว่าได้เปรียบและจะเอารัดเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่า จึงพยายามสนับสนุนให้มีการร่วมมือกันระหว่างแรงงานกับนายทุน โดยใช้วิธี "การสหกรณ์" กำไรที่ได้จากกิจการสหกรณ์ก็จะนำมาแบ่งปันกันระหว่างเจ้าของทุนและแรงงานและเพื่อป้องกันการเอาเปรียบของผู้ที่แข็งแรงกว่า
2.เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน)
รู้จักกันในนามของ "ครูเทพ" สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ และ ได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงธรรมการส่งไปศึกษาวิชาเพิ่มเติม ณ ประเทศอังกฤษ กลับมารับราชการในกระทรวงธรรมการ มีความก้าวหน้าในราชการมาโดยตลอด จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการใน พ.ศ.2459 และอยู่ในตำแหน่งจนถึง พ.ศ.2469 จึงได้ลาออกจากตำแหน่ง หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ เป็น "ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก" ของประเทศไทย
แนวความคิดของครูเทพต่อเศรษฐกิจไทย
ประเด็นแรกคือ ต่างชาติเข้ามาทำมาหากินและกอบโดยผลประโยชน์จากไทย และ คนไทยเองไม่มีทางที่จะแข่งขันกับคนจีนในด้านการค้าได้
ประเด็นที่สองคือ ครูเทพเกรงว่าในไม่ช้าจะทำให้เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนารายเล็ก ๆ ต้องหมดไปกลายเป็นกรรมกรรับจ้าง เพราะสู้ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้
ประเด็นสุดท้าย คือ ปัญหาบางอย่างเกิดจากตัวชาวนาเอง คือ การใช้จ่ายเงินเกินตัว หรือ การที่ถูกำรัฐบาลเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรม

วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจใจช่วง พ.ศ.2453-2475

วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วง พ.ศ.2453-2475 ได้แก่ "วิกฤติการณ์ข้าว" "วิกฤติการณ์การคลัง" และ "วิกฤติการณ์ทางการเงินระหว่างประเทศ" วิกฤติการณ์ต่าง ๆ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไม่น้อย วิกฤติการณ์ข้าวเกิดจากภัยธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตตกต่ำ ส่งออกได้น้อย วิกฤติการณ์ด้านการคลังเกิดจากรายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นช้ากว่ารายจ่าย เพราะความสามารถในการผลิตลดลง รายได้ของรัฐจากการเกิบภาษีจึงลดลงด้วย ในขณะที่รัฐบาลมีรายจ่ายบางประเภทที่เพิ่มขึ้นโดยไม่สามารถจะตัดทอนลงได้ เช่น รายจ่ายเพื่อความมั่นคงของประเทศ ส่วนวิกฤติการณ์ทางการเงินระหว่างประเทศเกิดจากความผันผวนในตลาดโลก บวกกับนโยบายการเงินอนุรักษ์นิยมของไทย
"วิกฤติการณ์ข้าวในสมัยรัชกาลที่ 6 คือ วิกฤติการณ์เกิดจากปัจจัยภายใน อันได้แก่ ..การขาดแคลนข้าวภายในประเทศ"

1.วิกฤติการณ์ข้าวในช่วง พ.ศ.2453-2475
วิกฤติการณ์ข้าว 2 ครั้งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากภัยธรรมชาติ คือ ฝนแล้ง และนำท่วม ทำให้ผลผลิตข้าวน้อยลง และมีผลกระทบต่อไปยังวิกฤติการณ์ด้านอื่น ๆ ด้วย
วิกฤติการณ์ข้าวครั้งที่ 1 ..พ.ศ.2454
ในช่วงพ.ศ.2448-2455 เกิดภาวะผนแล้งและน้ำท่วมสลับกันไป ความรุนแรงเกิดขึ้นมากในภาคกลางโดยเฉพาะที่รังสิตในช่วง พ.ศ.2453-2454 เพราะนอกจากธรรมชาติจะไม่อำนวยแล้ว คลองรังสิตยังตื้นเขินเพราะการขุดคลองแคบเกินไป แม้ราคาข้าวจะสูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว แต่มูลค่าส่งออกกลับลดลง
จอห์นสตัน(Johnston) ผู้ซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงเวลาดังกล่าวได้อธิบายว่า ภาวะเลวร้ายที่เกิดขึ้นนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายผิดพลาดของรัฐบาลในสมัยรัชกาลที่ 5 คือ การเพิ่มค่าเงินบาท ทำให้การส่งออกของไทยลดลง
การแก้ไขวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ของรัฐบาล คือ การซ่อมแซมและขุดคลูคลองใหม่ รวมทั้งลดอากรค่านาลงเท่าเดิม จากนั้นความสนใจของรัฐบาลต่อการพัฒนาการเกษตรได้ลดน้อยลงไป เนื่องจากภาวะการเพาะปลูกและการค้าข้าวได้กลับคืนสู่สภาพปกติ

วิกฤติการณ์ข้าวครั้งที่ 2 พ.ศ.2460-2462
ในปี พ.ศ.2460 เกิดภาวะน้ำท่วม จึงทำให้นาข้าวได้รับความเสียหายถึงหนึ่งในสาม พื้นที่ที่เสียหายส่วนใหญ่อยู่ภาคกลางซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุด ทำให้การผลิตลดลง ต่อมา ในพ.ศ.2462 เกิดภาวะฝนแล้ง ซึ่งก็ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อการผลิตข้าว เนื้อที่เสียหายจากภาวะฝนแล้งคิดเป็นร้อยละ 43 ของพื้นที่เพาะปลูก
การที่ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นมาก ได้จูงใจให้มีการส่งข้าวออกนอกประเทศมากขึ้น ทำให้เกิดภาวะข้าวภายในขาดแคลน และราคาข้าวสูงขึ้นอย่างมากมาย จนกระทั่งรัฐบาลต้องมีมาตรการห้ามนำข้าวออกนอกประเทศในเดือนธันวาคม พ.ศ.2462 เป็นต้นมา
วิกฤติการณ์ข้าวในพ.ศ.2462 รุ่นแรงกว่าใน พ.ศ.2460 บางพื้นที่ถึงกับมีการแย่งชิงข้าวกัน

2.วิกฤติการณ์ด้านการเงินระหว่างประเทศในช่วง พ.ศ.2453-2475
วิกฤติการณ์ด้านการเงินระหว่างประเทศ เกิดจากการที่ "ราคาโลหะเงินในตลาดโลกสูงขึ้น ทำให้ไทยต้องขึ้นค่าเงินบาท" เพื่อป้องกันมิให้โลหะเงินไหลออกนอกประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดผลเสืบเนื่องคือ การส่งออกของไทยลดลง และการมีปริมาณเงินปอนด์ลดลง จึงทำให้ความต้องการเงินปอนด์สูงขึ้นและถือเงินปอนด์สูงขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจไทย กล่าวคือ "ไทยต้องขาดดุลการค้า"
วิกฤติการณ์ด้านการเงินระหว่างประเทศมีความสัมพันธ์กับวิกฤติการณ์ข้าวอย่างใกล้ชิด "อินแกรม" ได้ประมวลความยุ่งยากทางการเงินระหว่างประเทศของไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไว้ว่า พลังสงครามความต้องการข้าวไทยสูงมาก มีการส่งข้าวออกไปได้มาก ผู้ส่งข้าวออกเมื่อได้เงินตราต่างประเทศมาส่วนใหญ่จะเป็นเงินปอนด์ก็จะนำเงินตราเหล่านี้ไปแลกเงินบาทจากกระทรวงการคลัง ทำให้ความต้องการเงินบาทภายในประเทศสูงมาก รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องสนองความต้องการนี้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การนำเหรียญเงินในกองทุนสำรองออกมาใช้ หรือ การนำธนบัตรฉบับละ 1 บาท มาพิมพ์ใหม่เป็นฉบับละ 50 ผลก็คือ กระทรวงการคลังได้เงินปอนด์เข้ามามากโดยรับซื้อในอัตราขณะนั้นคือ 13 บาทต่อ 1 ปอนด์ และ ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้นมาก จนกระทั่งมีการห้ามส่งข้าวออกเพราะวิกฤติการณ์ข้าวในปี พ.ศ.2462
เหตุการที่เกิดขึ้นต่อมาคือ "พ.ศ.2462 ราคาของโลหะเงินสูงขึ้น" และมีการคำนวณว่าถ้าอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทต่อเงินปอนด์ยังเป็น 13 บาทต่อ 1 ปอนด์ เมื่อโลหะเงินมีราคาสูงกว่า 39 เพนนี ต่อ 1 ออนซ์ จะมีการหลอมเหรียญเงินส่งไปขายในต่างประเทศ เพราะได้กำไรมากกว่า
ความที่เกรงว่าปริมาณเหรียญเงินในประเทศจะลดลง เพราะการหลอมเหรียญเงินส่งไปขายต่างประเทศ รัฐบาลไทยจึงได้ขยับอัตราแลกเปลี่ยนจาก 13 บาทเป็น 12 บาทต่อ 1 ปอนด์ การกระทำดังกล่าวประกอบกับการฟ้ามส่งออก ทำให้ความต้องการต่อเงินบาทลดลง เนื่องจากเงินปอนด์ที่ได้รับจากการส่งออกลดลงจำนวนเงินปอนด์ที่จะนำมาแลกกับเงินบาทจึงลดลงด้วย ขณะที่ความต้องการต่อเงินปอนด์กลับสูงขึ้น และราคาโลหะเงินยังคงสูงขึ้นต่อไป รัฐบาลไทยจึงขยับอัตราแลกเปลี่ยนให้สูขึ้นตามจนเป็น 9.54 บาทต่อ 1 ปอนด์
ดังนั้นผลรวมที่เกิดขึ้นจากการห้ามส่งข้าวออกและการขึ้นค่าเงินบาทก็คือ ความต้องการเงินปอนด์จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก ทั้งนี้เพราะเป็นที่คาดกันว่า ความต้องการเงินปอนด์ที่สูงขึ้นจะทำให้ค่าของเงินปอนด์สูงขึ้นไปอีก และ รัฐบาลไทยอาจจะต้องลดค่าเงินบาทลงมา ดังนั้น ผู้สั่งเข้าจึงรีบซื้อเงินปอนด์ไว้ก่อน ซึ่งยิ่งทำให้ความต้องการเงินปอนด์สูงขึ้นไปจริง ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือ ไทยนอกจากจะขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกนับแต่ปี พ.ศ.2393 มาแล้ว รัฐบาลไทยยังขาดทุนจากการขายเงินปอนด์
การลดค่าเงินบาทลงในขณะที่ราคาโลหะเงินในตลาดสูงขึ้น ย่อมจะทำให้มีการสั่งหลอมเหรียญเงินและส่งออกไปขาย ด้วยเหตุนี้การ "ขึ้นค่าเงินบาท" จึงเป็นหนทางเดียวที่จะยับยั้งการไหลออกของโลหะเงินได้ และ รัฐบาลก็มีความยินดีที่จะขึ้นค่าเงินบาท เพื่อรักษาปริมาณการหมุนเวียนของเหรียญเงินในประเทศไว้ให้ประชาชนมีความเชื่อถือในเงินตราต่อไป

3.วิกฤติการณ์ด้านการคลังในช่วง พ.ศ.2453-2475
วิกฤติการณ์ด้านการคลังเป็นผลจากวิกฤติการณ์ข้าวและวิกฤติการณ์ด้านการเงินระหว่างประเทศ เพราะการที่ผลผลิตข้าวลดลง และการที่ไทยพยายามขึ้นค่าเงินบาท มีผลให้การส่งออกลดลง รายได้จากการเก็บภาษีลดลง ประกอบกับรายจ่ายของรัฐบาลสูงขึ้น จึงทำให้เกิดปัญหาด้านการคลังขึ้น
นับตั้งแต่ได้มีการปฏิรูปการบริหารการคลังโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในพ.ศ.2435 เป็นต้นมา การจัดทำงบประมาณมีระบบและการตรวจสอบอย่างสมำเสมอ มีการแบ่งแยกระหว่างรายได้ของแผ่นดินและรายได้ส่วนพระมหากษัตริย์ การจัดเก็บภาษีก็เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รายได้แผ่นดินเพิ่มขึ้น งบประมาณเกินดุลมาโดยตลอด ยกเว้นในบางปีเช่น พ.ศ.2447และ พ.ศ.2450 ซึ่งจำนวนขาดดุลน้อยมากประมาณ 6 แสนบาท
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ วิกฤติการณ์ข้าวครั้งที่ 1 เกิดขึ้นใน พ.ศ.2454 งบประมาณขาดดุลเป็นจำนวนถึง 2.53 ล้านบาท และ ช่วงที่เราเรียกกันว่า เป็นช่วงวิกฤติการณืของการคลังของรัฐบาล คือ "ช่วงที่งบประมาณขาดดุลเป็นเวลา 6 ปี ต่อต่อกันตั้งแต่ พ.ศ.2463-25468" และจำนวนการขาดดุลเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ขณะเดียวกันจำนวนเงินคงคลังในแต่ละปีก็ลดลงมากด้วย

วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ 2453-2475

ในช่วง พ.ศ.2453-2475 แม้ว่าจะเกิดวิกฤติการณ์ที่สั่นคลอนเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย เช่น ภัยธรรมชาติ สงครามโลกครั้งที่ 1 และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก แต่ก็มีบางภาคของเศรษฐกิจได้ขยายตัวออกไปอย่างน่าพอใจ ภาคเศรษฐกิจเหล่านั้นได้แก่ ภาคเกษตรกรรมซึ่งประกอบด้วยการเพาะปลูกข้าว กิจการเหมืองแร่ ป่าไม้ และ ยาง นอกจากนั้นมีภาคหัตถอุตสาหกรรม และภาคการส่งออก

"การขยายตัวอขงการเพาะปลูกข้าวในช่วง พ.ศ.2453-2475 เกิดจากปัจจัยสำคัญ คือ ความต้องการข้าวในตลาดโลก"

น่าสังเกตว่าการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจดังกล่าว เกิดจากปัจจัยภายนอกเป็นส่วนใหญ่นั่นคือ ความต้องการข้าว ดีบุก ไม้สัก และ ยาง ในต่างประเทศสูงขึ้น จูงใจให้ผู้ผลิตภายในประเทศขยายการผลิตมากขึ้น รัฐบาลยังมีบทบาทน้อยในการขยายตัวอังกล่าว แต่เฉพาะภาคหัตถอุตสาหกรรมนั้นรัฐบาลได้ให้ความสนใจพอควร ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลพยายามเพิ่มอัตราภาษีสินค้าเข้า เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ

1.การขยายตัวของภาคเกษตรในช่วง พ.ศ.2453-2475
อันได้แก่ การเพาะปลูกข้าว การทำเหมือนแร่ ป่าไม้ และยาง เป็นผลของอุปสงค์ในตลาดโลกที่สูงขึ้น และผู้ผลิตภายในประเทศได้สนองตอบอย่างน่าพอใจต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว น่าสังเกตว่าปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดของกิจการเหมืองแร่และป่าไม้คือ "ทุน.จากต่างประเทศ การขยายตัวดังกล่าววัดได้จากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตและการส่งออก
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เศรษฐกิจไทยจัดว่าอยู่ในช่วงกำลังขยายตัว การเพาะปลูกข้าวเริ่มขยายตัวนับแต่ พ.ศ.2420 เป็นต้นมา การาขยายพื้นที่เพาะปลูก ขยายตัวมากใสช่วง พ.ศ.2433-2453 ปริมาณการส่งออกข้าวเพิ่มจึ้นจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 50 ของผลผลิตข้าวทั้งหมด
อย่างไรก็ตามช่วงปีสุดท้ายของรัชสมัย ร.5เกิดภาวะฝนแล้งทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เพราะขาดแคลนข้าวทั้งเพื่อการบริโภคและเพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ จนเกิดปัญหาติดต่อมาถึงรัชสมัย ร.6
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเริ่มมีปัญหา และต่อจากนั้นอีกไม่นานไทยก็ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ.2457-3460) ภาวะแห้งแล้ง และภาวะน้ำท่วมระหว่าง พ.ศ.2462-2463 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.7)ก็มิได้โชคดีไปกว่ากัน เพราะเมื่อพระองค์ขึ้นครอบราชย์นั้น ต้องทรงแก้ไขปัญหาการคลังของรัฐที่ตกทอดมาจากรัชกาลก่อน
"วิกฤติการณ์ข้าว" จากภาวะขาดแคลนข้าวภายในประเทศ ทำให้รัฐบาลต้องออกประกาศปิดและกักกันข้าวที่จะส่งออกนอกประเทศ และพยายามตรึงราคาข้าวไม่ให้สูงขึ้น
รัฐบาลก่อตั้งสภาเผยแผ่พาณิชย์เพื่อรับผิดชอบในด้านสหกรณ์ ตลอดจนการจัดให้มีการทดลองและสาธิตการทำนา การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ และที่สำคัญก็คือได้มีการ "เริ่มโครงการชลประทานป่าสักใต้" ซึ่งเป็นโครงการชลประทานหนึ่งในหลาย ๆ โครงการที่ "นายโทมัส วอร์ด" วิศวกรชลประทานชาวอังกฤษที่รัฐบาลไทยยืมตัวมาจากรัฐบาลอังกฤษเป็นผู้เสนอ จากนั้นก็ได้มีการอนุมัติโครงการชลประทานอีก 2 โครงการคือ โครงการเชียงราก-คลองด่าน และ โครงการสุพรรณ
กระนั้นรัฐบาลก็ได้รับคำติเตียนค่อนข้างมากที่มิได้ให้ความสนใจต่อการพัฒนาการเกษตรเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องการตัดสินใจที่จะใช้จ่ายเงินไปในการสร้างทางรถไฟแทนการลงทุนในด้านเกษตรกรรม

2.การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคการเงินในช่วง พ.ศ.2453-2475
การขยายตัวของภาคหัตถอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างเชื่องช้า เมื่อเทียบกับภาคเกษตรกรรม การขยายตัวมีอัตราสูงขึ้นเมื่อไทยเริ่มมี "อิสระในการกำหนดอัตราภาษีขาเข้า" เพื่อปกป้องตลาดภายในจากสินค้าต่างประเทศ ปัจจัยที่ทำให้ภาคหัตถอุตสาหกรรมขยายตัวช้ามีหลายประการ เช่น "เงื่อนไขเกี่ยวกับอัตราภาษีขาเข้าตามสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง" การเก็บภาษีภายในประเทศ การขาดแคลนปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เช่น "ทุน แรงงานที่มีคุณภาพ" ส่วนกิจการธนาคารพาณิชย์ในภาคการเงินนั้นส่วนใหญ่เป็นของชาวต่างชาติ และ "ทำธุรกรรมเฉพาะบางด้านเท่านั้น"
ภาคหัตถอุตสาหกรรม.."อินแกรม" มีความเห็นว่า พัฒนาการของอุตสาหกรรมไทยถูกจำกัดโดยปัจจัยหลายประการ เช่น การขาดแคลนวัตถุดิบภายในประเทศ แต่ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่านั้น ได้แก่ "เงื่อนไขการเก็บภาษีศุลกากรตามสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง" กล่าวคือ การกำหนดอัตราภาษีขาเข้าเพียงร้อยละ 3 รวมทั้งการเก็บภาษีผ่านด่านภายในประเทศที่เก็บจากการขนส่งสินค้าบางชนิดภายในประเทศ มีข้อสังเกตว่า การยดเลิกภาษีผ่านด่านและการขึ้นอัตรภาษีขาเข้าได้ช่วยให้อุตสาหกรรมภายในประเทศขยายตัวขึ้น แต่ในขณะเดียวกันตลาดภายในประเทศของไทยก็ยังเล็กเกินกว่าที่จะสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมเหล่านี้ นอกจากนั้นการขาดแคลน "แหล่งเงินทุน ผู้ประกอบการ แรงงานที่มีความชำนาญ" และพลังงานล้วนเป็นปัจจัยที่ถ่วงความเจริญเติบโตของ
อุตสาหกรรมภายในประเทศในช่วงทศวรรษ 2463 และ 2473
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการเพาะปลูกข้าวและการค้าข้าว ก็เป็นตัวกระตุ้นกิจกรรมหลายประเภทที่เกี่ยวข้อง เช่น กิจการโรงสี และการส่งออกดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากกิจการดังกล่าวนี้แล้ว กิจการธนาคารพาณิชย์ก็ได้เกิดขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็วในเศรษฐกิจไทยช่วงนี้ แต่ธนาคารเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นธนาคารรับฝากเงิน และให้สินเชื่อ หรือธนาคารแลกเงิน กล่าวคือ ออกซื้อและขายตั๋วแลกเงิน หรือส่งเงินไปต่างประเทศเท่านั้น
ข้อชวนคิด..สาเหตุที่ทำให้ภาคหัตถอุตสาหกรรมไทยช่วงพ.ศ.2453-2475 ไม่ขยายตัวเท่าที่ควรเพราะ
หนึ่ง ข้อจำกัดในการเก็บภาษีขาเข้าตามสนธิสัญญาเบาว์ริง รวมทั้งการเก็บภาษีซ้ำซ้อนภายในประเทศ
สอง ตลาดภายในประเทศเล็กเกินไปจึงไม่จูงใจให้มีการลงทุนในด้านนี้
สาม การขาดแคลนปัจจัยการผลิต เช่น ทุน แรงงานที่มีคุณภาพ และผู้ประกอบการ

3.การค้าต่างประเทศในช่วง พ.ศ.2453-2475
ระบบเศรษฐกิจไทยมีความผูกพันกับเศรษฐกิจต่างประเทศ โครงสร้างสินค้าเข้าและสินค้าออกเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะในด้านสินค้าออก กล่าวคือ สินค้าออกได้เปลี่ยนจากของป่าและสินค้าที่มิได้แปรรูปหลายชนิดมาเป็นสินค้าออกเพียงไม่กี่ชนิด แต่ยังเป็นสินค้าออกขั้นประปฐม ซึ่งมีการแปรรูปน้อย ส่วนสินค้าเข้านั้นสัดส่วนของสินค้าเข้าประเภททุนเริ่มสูงขึ้นและไทยมีดุลการค้าที่ได้เปรียบตลอดเวลา
รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทยและไม่ค่อยควบคุมกิจการของต่างชาติ เพื่อ "เป็นการหารายได้ให้กับรัฐบาล"
โครงสร้างการค้าต่างประเทศของไทยเปลี่ยนแปลงไปคือ "การกระจายตัวของสินค้าเข้าและสินค้าออก"

หลังการเปิดประเทศ ลักษณะของการค้าต่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งปริมาณการค้า และอัตราการเจริญเติบโตมีความผันผวนไม่คงที่ สินค้าออกและสินค้าเข้าเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลงในช่วง พ.ศ.2453-2463 เพราะเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1
สินค้าออกของไทย เป็นสินค้าขึ้นปฐมซึ่งไม่ค่อยมีการแปรรูปมากนัก ไม่ว่าจะเป็นไม้สักหรือดีบุก การขยายตัวของการส่งออกเกิดจากการขยายตัวของอุปสงค์ในตลาดโลก เป็นเหตุผลที่ไทยต้องพึ่งต่างชาติมากในการส่งออก
ทิศทางการค้าไทย ในช่วงพ.ศ.2414-2452 ตลาดสินค้าออกของไทยอยู่ในทวีปเอเชีย โดยที่ประมาณร้อยละ 80 ของสินต้าออกส่งไปขายในตลาดฮ่องกงและสิงคโปร์
เป็นที่น่าเห็นด้วยว่า หลังจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงแล้ว โครงสร้างของสินค้าเข้าและสินค้าออกของไทยเปลี่ยนไปในทิศทางที่ต้องพึ่งต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากการผลิตของไทยได้เปลียนเป็นการผลิตสินค้าเกษตรไม่ดี่ชนิดเพื่อส่งออก และมีการสั่งสินค้าเข้าทั้งประเภทสินค้าบริโภคและสินค้าประเภททุน จากต่างประเทศมากขึ้น