บันทึกแห่งสยาม

บันทึกแห่งสยาม
ความรัก ความศรัทธาของลูกหลานแผ่นดินไทย

ขอต้อนรับเข้าสู่เรือนไทยหลังนี้ ร่วมระลึกถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย และภูมิใจในความเป็นคนไทยด้วยกัน

แผ่นเอ๋ยแผ่นดิน ในแถบถิ่นนี้ไซร้กว้างหนักหนา



แลดูไกลสุดลูกหูลูกตา ล้วนไร่นาเขียวขจีพงพีไพร



เหมือนมารดาเลี้ยงดูบุตรให้สุขศรี แผ่นดินนี้นี่แหละข้าอาศัย



ข้าตั้งจิตสนองเขตประเทศไทย รักษาให้ยั่งยืนคู่ฟ้าเอย



(พระราชนิพนธ์กลอนดอกสร้าย "แผ่นดิน" ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ.๒๕๑๓ เมื่อพระชนมายุ ๑๕ พรรษา)



วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การขับเสภา

เสภารำมีวิวัฒนาการมาจากการขับเสภาซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงเศรีอยุธยา ดังปรากฎในกฎมนเฑียรบาลที่ตั้งขึ้นในสมัยพระบรมไตรโลกนาถว่า "หกทุ่มเบิกเสภาดนตรี"

เครื่องดนตรีประกอบการขับเสภาในสมัยโบราณใช้แต่กรับขยับประกอบทำนองขับ รัชกาลที่ ๒ โปรดให้จัดวงปี่พาทย์ประกอบ ให้แทรกเพลงร้องส่งและมีการบรรเลงเพลงหน้าพาทย์เหมือนการแสดงละคร ต่อมาจะมีผู้รำ รำทำบทบาทตามท้องเรื่องที่ขับ และรำตามจังหวะเพลงปี่พาทย์ จึงเรียก "เสภารำ" บางครั้งมีบทตลกแทรกจึงเรียก "เสภาตลก"

วรรณกรรมที่นิยมประกอบการขับเสภาคือเรื่อง "ขุนช้างขุนแผน" ในสมัยรัชกาลที่ ๖ มีผู้คิดเสภาตลกขึ้นอีกชุดหนึ่งเลียนแบบขุนช้างขุนแผน โดยนำเรื่องพระรถเมรีตอนฤษีแปลงสารมาปรับปรุง แต่ไม่เป็นที่นิยม

ความบันเทิงใจที่ได้ชมเสภารำ คือ การได้ฟังการขับอันไฟเราะและชวนให้เกิดอารมณ์ตามบทของตัวละครต่าง ๆ ตามท้องเรื่อง ประกอบกับได้ชมท่ารำอันสวยงามที่ทำให้สนุกสนานยิ่งขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น